วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โดยไตร่ตรองไว้ก่อน,โดยทรมาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567
ป.อ. ม. 288, ม. 289 (4) (5) 
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
               การกระทำของจำเลยมีการคิดตระเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ย่อมต้องอาศัยมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลย โดยพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อม ทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุประกอบกัน ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยพกพาอาวุธมีดมายังที่เกิดเหตุด้วย ยังไม่อาจรับฟังอย่างแน่ชัดว่าจำเลยมีการคิดหรือตระเตรียมการวางแผนที่จะฆ่าผู้ตายมาก่อน นอกจากนี้ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าระหว่างจำเลยและผู้ตายมีข้อขัดแย้งอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยต้องคิดวางแผนฆ่าผู้ตาย
              การที่จำเลยใช้อาวุธมีดพกติดตัวอยู่เป็นประจำแทงทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันโดยไม่ได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 298 (4)
             การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตาย เป็นการกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย อันจะเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
             การกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ป.อ. มิได้บัญญัติหรือให้นิยามถึงการกระทำดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยถึงการกระทำดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยตามมาตรฐานความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป ซึ่งการฆ่าโดยทรมาน หมายถึง การฆ่าโดยกระทำที่มิได้ทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายในทันที แต่ทำให้ได้รับความลำบากจนตายลงในที่สุด ส่วนการฆ่าโดยกระทำทารุณโหดร้าย หมายถึง การฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป ผู้ถูกฆ่าอาจตายในทันทีโดยไม่ได้รับความลำบากเลยก็ได้ 
             การที่จำเลยใช้อาวุธมีดเดือยไก่ ซึ่งมีลักษณะปลายแหลมเรียวโค้ง ความยาวประมาณ 1 คืบ กว้างประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ส่วนด้ามความยาว 3 นิ้ว ซึ่งถือเป็นอาวุธมีดที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แทงไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างผู้ตาย เป็นการฆ่าโดยใช้อาวุธตามปกติธรรมดา ไม่ถือเป็นการฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป และขณะจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายย่อมต้องปัดป้องต่อสู้ จำเลยจึงแทงผู้ตายหลายครั้งเพื่อให้การกระทำบรรลุผล ไม่ใช่เจตนาให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดและทรมานจากบาดแผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 เท่านั้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567
ป.อ. ม. 289 (4), ม. 371
               จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลัง ห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567
ป.อ. ม. 80, ม. 289 (4) 
ป.วิ.พ. ม. 225 ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 176 
                ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ว วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15
              จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อน จนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481/2567
ป.อ. ม. 83, ม. 289 (4)
               เหตุการณ์ตอนแรกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัด กระสุนปืนถูกบริเวณลำตัวผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายและหมดสติไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ฟื้นได้สติและร้องขอน้ำดื่ม พวกของจำเลยเข้าไปรุมกระทืบ เตะ และต่อยผู้เสียหายที่ 1 จนหมดสติ ต่อมา จำเลยกับพวกช่วยกันใช้เชือกมัดมือมัดเท้าของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนำขึ้นท้ายรถกระบะขับออกจากบ้านที่เกิดเหตุพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังคลองชลประทาน 2 ขวา ซึ่งอยู่คนละจังหวัด จำเลยกับพวกย่อมมีโอกาสคิดไตร่ตรองทบทวนและตัดสินใจอยู่เป็นเวลานานว่าจะยิงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตายหรือไม่ การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตายอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4)

ฐานเป็นผู้สนับสนุน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568
ป.อ. ม. 86, ม. 289 (4)
               จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลา เพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อน เพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพารา โดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ 
               ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพารา ห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย 
               ประกอบกับ บริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพารา แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย 
               ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีก็เป็นเหตุการณ์ภายหลัง อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ฆ่าผู้ตาย

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ป้องกันตัวโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6594/2559
ป.อ. ม.68
                ผู้เสียหายไปขอหมายเลขโทรศัพท์จากนางสาววริญา คนรักของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พอใจ ผู้เสียหายพูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความว่า "กูนั่งรอกินเบียร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ถ้าแน่จริงให้มึงมา" คำพูดดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า หากจำเลยที่ 3 มีความกล้าจริงให้มาพบกับผู้เสียหายไม่มีคำพูดท้าทายให้มาทำร้ายร่างกายหรือต่อสู้กันอันจะถือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลยที่ 3 การสมัครใจต่อสู้หรือวิวาทต้องกระทำด้วยกำลังกายหรือมีการท้าทายให้มีการต่อสู้ด้วยกำลังกาย ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 2 ขับรถยนต์พร้อมอาวุธปืนมาตามหาผู้เสียหายภายหลังที่ผู้เสียหายพูดทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 เป็นเวลาผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ถือว่าเหตุการณ์การพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ขาดตอนไปแล้ว ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยังคงสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายหรือสมัครใจวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 3 
              ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 มาตามหาผู้เสียหายในเวลาค่ำคืนแล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ประมาณ 500 เมตร 1 นัด และยังใช้อาวุธปืนยิงบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายและบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แต่เป็นการการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับผู้เสียหายบริเวณป่ามันสำปะหลังบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จะถือว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ เพราะบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนตัวอยู่นั้น อยู่บริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะหลบหนีไปที่ใด และมีสิทธิที่จะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้
             แม้ขณะที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนในครั้งหลังโดยไม่ทราบว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 หลบซ่อนบริเวณใด แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงถึงสองครั้งพร้อมทั้งท้าทายให้ผู้เสียหายออกมา ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าหากจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนอยู่ด้วยกันแล้ว จำเลยที่ 2 อาจใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปยังบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนก็ได้ จึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงไปทางจำเลยที่ 2 ทันทีหลังจากที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงในครั้งหลัง ถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิด ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 หรือ 81

ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3761/2563
ป.อ. ม. 288, ม. 81, ม. 90, ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78
                จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ลูก แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิด 2 ลูก ที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวก จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิด 2 ลูก ดังกล่าว ขว้างใส่กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ระเบิดลูกแรกตกห่างจากผู้เสียหายที่ 3 ประมาณ 1 เมตร แต่ไม่ระเบิด ส่วนระเบิดลูกที่สองตกกระแทกโต๊ะหินอ่อนและกระดอนตกระเบิดขึ้นตรงหน้าผู้เสียหายที่ 3 สะเก็ดระเบิดทำให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนยึดเศษท่อพีวีซีสีฟ้า 1 ชิ้น และเส้นลวดตัดยาว 21 เส้น จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบจัดทำขึ้น
                แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยบรรยายฟ้องเป็นข้อ 1 (ก) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสามฐานนี้ เห็นได้ว่าเป็นเจตนาอันเดียวกันคือต้องการใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยกับพวกก็ต้องร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเสียก่อน ทั้งวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองกับวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำยังเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกันตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 จึงเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน
               คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สารบัญ

ทำร้ายร่างกาย
               -  บุกรุกและทำร้ายร่างกาย
               -  ปรับทำร้ายร่างกายแต่บาดเจ็บสาหัส
               -  ทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส
               -  ทำร้ายจนภาวะหัวใจล้มเหลว

ลักษณะการกระทำผิด
               -  สวมหมวกนิรภัยขณะก่อเหตุ
               -  มีดแทงอวัยวะสำคัญครั้งเดียว
               -  ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโดยพลาด
               -  การกระทำโดยทารุณโหดร้าย
               -  ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
               -  ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

การป้องกันตัว

ร่วมกันกระทำผิดหรือชุลมุนต่อสู้
               -  ลักษณะของการชุลมุนต่อสู้
               -  เจตนาร่วมกันและความรับผิดในผลแห่งความตาย

ความผิดเกี่ยวกับศพ
               -  ความผิดเกี่ยวกับศพ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
               -  อายุความข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
               -  หลักการสืบสวนสอบสวนโดยฉับพลัน

บุกรุกและทำร้ายร่างกาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568
ป.อ. ม. 364, ม. 365 (1)
               โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธ ชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน 
               เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2280 / 2555

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297, 362, 364, 365, 392
               จำเลยและนาย บำรุงกับพวกได้เข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และจำเลยพูดว่า "มึงแน่หรือที่อยู่ที่นี่มา 15 ถึง 16 ปี เอามันเลย" กับพูดว่า "ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย" อันเป็นความผิดฐาน บุกรุกและขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่การที่จำเลยพูดว่า “เอามันเลย” และนายบำรุงเข้าทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายด้วยนั้น เป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนายบำรุงและพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยร้องบอกดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายบำรุงกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
              อนึ่ง ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม แยกเป็น ข้อรวม 3 ข้อ โดยข้อที่ 1 กล่าวแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับนายบำรุง บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามมาตรา 365 (2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 เท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องว่าร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 365 (1) ประกอบ มาตรา 364 แต่อย่างใด ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับ อันตรายสาหัส กล่าวในฟ้องข้อ 3 แยกต่างหาก 
              ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 ด้วย จึงเป็นการเกินคำขอและมิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องฐานทำร้ายร่างกายแยกต่างหากในฟ้องข้อ 3 แต่เมื่อข้อเท็จจริง ได้ความว่าเมื่อจำเลยและนายบำรุงเข้าไปในบ้านแล้ว นายบำรุงจึงได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยจำเลยบอกให้ทำร้ายต่อเนื่องใกล้ชิดกัน เห็นได้ว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงต่อการที่จะให้มีการทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งการทำร้ายของนายบำรุงก็เป็นเหตุหนึ่งที่ส่อแสดงถึงความไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถาน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อยู่ด้วย การที่จำเลยบอกให้นายบำรุงทำร้ายร่างกายจึงเป็นกรรมเดียวกันกับการร่วมกันบุกรุกบ้านอันเป็นเคหสถาน
              จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกาย,ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 86, มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 392 ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 
             ความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกายและร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกัน บุกรุกฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความผิดที่เกี่ยวกับศพ

ลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ

             มาตรา ๓๖๖/๑  ผู้ใดกระทำชำเราศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
             การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของศพ
             มาตรา ๓๖๖/๒  ผู้ใดกระทำอนาจารแก่ศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา ๓๖๖/๓  ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ อัฐิ หรือเถ้าของศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา ๓๖๖/๔  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๗๒๙/๒๕๕๖
ป.อ. มาตรา ๕๙, ๒๘๘
                ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “การกระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” วรรคสาม บัญญัติว่า “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”
                ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าได้นั้น จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ คือ (๑) ผู้ใด (๒) ฆ่า และ (๓) ผู้อื่น กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการ “ฆ่า” และรู้ด้วยว่าวัตถุแห่งการกระทำเป็น “ผู้อื่น” (หมายความว่าผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่) หากจำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) แล้วก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้อื่น
               ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติ แล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ ๑ นำผู้ตายไปทิ้งอ่างเก็บน้ำนั้นจำเลยที่ ๑ สำคัญผิดว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจำเลยที่ ๑ มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๗๑๔๔/๒๕๔๕
ป.พ.พ. มาตรา ๑๕
ป.อ. มาตรา ๕๙, ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๙ (๖)
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔, ๑๗๖ วรรคหนึ่ง, ๒๒๗
                คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลย เพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔
                จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุ์กรรม (ดีเอ็นเอ)ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย น่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่งแล้ว
                แม้ผลจากการตรวจสภาพศพ จะระบุเหตุการตายของผู้ตายว่าขาดอากาศหายใจจากถูกกดรัดทางเดินหายใจก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานถึงการตายของผู้ตายเท่านั้น โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนหรือขณะหรือภายหลังที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้ว และผลการตรวจสภาพศพผู้ตายดังกล่าวในส่วนคอที่ระบุว่าเนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสภาพกล่องเสียงและหลอดลมต่างก็ปกติเช่นนี้ เหตุการณ์ตายของผู้ตายน่าจะไม่ใช่เกิดจากที่จำเลยบีบคอผู้ตาย
                ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่า จำเลยใช้หมอนปิดส่วนใบหน้าผู้ตายแล้วใช้มือทั้งสองกดทับบริเวณจมูกและปากผู้ตายเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง แต่ผู้ตายยังดิ้นรนขัดขืน จำเลยจึงใช้มือกดหมอนไม่ให้ผู้ตายหายใจออกด้วยต้องการให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อใช้เวลากดนานประมาณ ๓ นาที ผู้ตายที่ยังเป็นเด็กก็แน่นิ่งไป เช่นนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว
                การที่จำเลยคิดว่าผู้ตายเพียงสลบไปจึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แม้ขณะที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั้น จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นแต่มาทราบภายหลังจากการข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเสร็จว่าผู้ตายตายแล้ว ก็หาทำให้จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไม่ เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อน ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สวมหมวกนิรภัยขณะก่อเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2545
ป.อ. มาตรา 33, 83, 289 (4)
ป.วิ.อ. มาตรา 226 , 227
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 122
             ขณะที่นาย บ. ซึ่งมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารสองแถวรับจ้าง จอดรถให้คนร้ายซึ่งโดยสารมากับรถ ลงจากรถในที่เกิดเหตุแล้วได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย แล้วคนร้ายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยหลบหนีไป แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้รับฟังบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
               ส่วนรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมา ซึ่งปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่ามีแผ่นป้ายทะเบียนถูกต้อง แต่ขณะเกิดเหตุกลับปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมิได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน แสดงให้เห็นว่า จำเลยเตรียมการมาเพื่อรับคนร้ายหลบหนี ตามที่ร่วมกับคนร้ายวางแผนไว้ เพราะก่อนเกิดเหตุ คนร้ายเดินเข้าไปชำระค่าโดยสารให้แก่ผู้ตายแล้วได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้เถียงกันหรือทะเลาะกันแต่อย่างใด อันเป็นการวางแผนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งรวมถึงแผนในการหลบหนีด้วย ว่าจะหลบหนีด้วยยานพาหนะอะไร จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับคนร้ายที่หลบหนีกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
               ส่วนธนบัตรฉบับละ 50 บาท ของกลาง เป็นธนบัตรที่คนร้ายส่งให้แก่ผู้ตายเป็นค่าโดยสารก่อนที่ผู้ตายถูกยิง และหมวกนิรภัยที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุ อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 122 มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยมีเจตนาสวมเพื่อปกปิดใบหน้าในการกระทำผิด ดังนั้น ธนบัตร 50 บาทและหมวกนิรภัยของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ของที่ใช้ในการกระทำความผิด

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใช้ปืนยิงป้องกันตัวจากมีด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  223/2540
ป.อ. มาตรา 69
ป.วิ.อ. มาตรา 195 , 225
           จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ไปยืนพูดจาเพื่อปรับความเข้าใจกับผู้ตายซึ่งมีอาการมึนเมาสุรา แต่ไม่สำเร็จและผู้ตายได้ใช้มีดฟันจำเลยก่อน แต่ไม่ถูก ซึ่งหากจำเลยเพียงแต่ใช้อาวุธปืนที่พกติดตัวออกมาขู่หรือยิงขู่ผู้ตายผู้ตายก็ไม่น่าจะกล้าฟันทำร้ายจำเลยอีกต่อไป การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงถูกผู้ตายที่บริเวณลำคอและช่วงบน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ แม้ยิงเพียงนัดเดียวก็เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
           ปัญหาว่าเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

หมายเหตุ
          การกระทำที่ถือว่าเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จะต้องเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ หากการกระทำโดยป้องกันที่ไม่พอสมควรแก่เหตุถือว่าเป็นความผิดมีบัญญัติไว้ตามมาตรา 69 และเป็นเหตุเพียงให้ศาลลดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดเพียงใดก็ได้เท่านั้น
          การกระทำโดยป้องกันที่จะถือว่าพอสมควรแก่เหตุไม่มีบทบัญญัติใดให้ความหมายหรือกำหนดหลักเกณฑ์ ขอบเขตไว้ชัดเจนว่าแค่ไหนถือเป็นพอสมควรแก่เหตุ การศึกษาการกระทำที่จะถือว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุจะศึกษาในลักษณะตรงกันข้ามโดยศึกษาว่าการกระทำใดที่ไม่พอสมควรแก่เหตุ หรือเกินขอบเขตซึ่งมาตรา 69 บัญญัติไว้ มีอยู่ 2 กรณี คือ
          1. การกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ได้แก่
          1.1 การกระทำโดยป้องกันนั้นเกินวิถีทางน้อยที่สุดกับภยันตรายกล่าวคือ ผู้กระทำการป้องกันต้องใช้มาตรการขั้นต่ำสุดในการกระทำเพื่อให้พ้นจากภยันตราย หากไม่ใช้มาตรการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจที่จะพ้นภยันตรายไปได้ ถ้ามีวิธีการที่จะพ้นภยันตรายได้หลายวิธีจะต้องเลือกใช้วิธีขั้นต่ำที่สุด และ
          1.2 การกระทำโดยป้องกันที่เกินสัดส่วนกับภยันตราย หมายถึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่เป็นภยันตรายเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น หากผู้ก่อภยันตรายใช้อาวุธปืนยิงผู้ใช้สิทธิป้องกันย่อมใช้อาวุธปืนป้องกันได้ ถือว่าไม่เกินสัดส่วน ในเรื่องสัดส่วนภยันตรายนี้อาวุธของผู้ก่อภยันตรายกับอาวุธที่ผู้ใช้สิทธิป้องกันใช้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการที่จะพิจารณาประกอบว่าเกินสัดส่วนหรือไม่ มิได้จำกัดตายตัวลงไปว่าหากอาวุธที่ใช้มีความร้ายแรงต่างกันจะถือว่าเกินสัดส่วนเสมอไป แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงภยันตรายที่ถูกประทุษร้ายกับภยันตรายที่ตอบโต้ว่าเกินสัดส่วนกันหรือไม่เป็นข้อสำคัญ เช่นคนร้ายใช้มีดดาบยาว 1 วา เงื้อเหนือศีรษะจะฟันขณะอยู่ห่างเพียง1 วา ผู้ถูกประทุษร้ายย่อมใช้ปืนยิงป้องกันได้ไม่เกินสัดส่วน เพราะภยันตรายที่จะเกิดขึ้นร้ายแรงถึงชีวิต และภยันตรายที่ตอบโต้ก็ร้ายแรงถึงชีวิตเช่นกัน
          เกี่ยวกับอาวุธที่ใช้ในการป้องกันซึ่งแตกต่างกับอาวุธที่ผู้ถูกประทุษร้ายศาลฎีกาเคยวินิจฉัยถือว่าพอสมควรแก่เหตุเช่น
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 351/2520 วินิจฉัยว่าผู้ตายชกต่อยบิดาจำเลยล้มลง แล้วเตะและจะกระทืบซ้ำ จำเลยยิงผู้ตาย 1 นัดผู้ตายแย่งปืนลั่นขึ้น 1 นัด เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2521 วินิจฉัยว่า ช. กับจำเลยโต้เถียงกันแล้วจำเลยถูก ช. กับพวกรุมชก ส. ถือค้อนเข้าช่วย ช. จำเลยยิง ส. 1 นัด ถูกที่ต้นคอและใบหูขวา เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2520 วินิจฉัยว่า บุตรจำเลยถูก ช.ตีจำเลยเข้าห้าม ช. ตีจำเลยด้วยไม้แก่น จำเลยล้มลง ช.จะตีอีก จำเลยยิง ช. 1 นัด กระสุนถูก ช. และ อ. เป็นอันตรายสาหัสทั้งสองคน ดังนี้เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
          การกระทำโดยป้องกันใด ไม่เกินสมควรแก่เหตุจะต้องพิจารณาให้ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการคือ ต้องกระทำด้วยวิถีทางที่น้อยที่สุดและต้องได้สัดส่วนกับภยันตราย หากไม่ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการถือว่าเกินสมควรแก่เหตุ อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์นี้ก็ไม่อาจชี้ชัดเจนลงไปเสียทีเดียวว่าการกระทำโดยป้องกันใดเกินสมควรแก่เหตุจึงเป็นสิ่งที่ศาลซึ่งเป็นผู้ใช้กฎหมายจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป โดยอาศัยระดับความคิดของบุคคลทั่วไปผู้ตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกันกับผู้ถูกประทุษร้ายโดยละเมิดต่อกฎหมายว่าสมควรเพียงใดทำนองเดียวกับการวินิจฉัยว่าเล็งเห็นผลหรือไม่ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ความระมัดระวังที่จะต้องมีในเรื่องการกระทำโดยประมาททั้งนี้ต้องคำนึงถึงความฉุกเฉินที่บังคับให้ผู้ต้องรับภยันตรายที่ใกล้จะถึงให้ตัดสินใจโดยฉับพลัน ซึ่งอาจเห็นภยันตรายร้ายแรงกว่าความเป็นจริง และต้องคำนึงถึงความยากในการที่จะยับยั้งชั่งใจในภาวะฉุกเฉินประกอบด้วย

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2280 / 2555
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 364, 365 (1) (2) (3), 392
           ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ที่บ้าน จำเลยและนาย บ. กับพวกได้ไปที่บ้านของผู้เสียหาย แล้วนาย บ. ได้ชกผู้เสียหายที่ใบหน้าบริเวณดั้งจมูก 1 ครั้ง จนดั้งจมูกหัก และเมื่อเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายก็ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในทันที ซึ่งนาย บ. ก็ถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยและนาย บ. กับพวกได้เข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และจำเลยพูดว่า "มึงแน่หรือที่อยู่ที่นี่มา 15 ถึง 16 ปี เอามันเลย" กับพูดว่า "ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย" อันเป็นความผิดฐาน บุกรุกและขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่การที่จำเลยพูดว่า เอามันเลย และนาย บ. เข้าทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายด้วยนั้น เป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84
            เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนาย บ. และพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นาย บ. กระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
              อนึ่ง ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม แยกเป็น ข้อรวม 3 ข้อ โดยข้อที่ 1 กล่าวแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับนาย บ. บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามมาตรา 365 (2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 เท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องว่าร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 365 (1) ประกอบ มาตรา 364 แต่อย่างใด ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับ อันตรายสาหัส กล่าวในฟ้องข้อ 3 แยกต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 ด้วย จึงเป็นการเกินคำขอและมิได้กล่าวมาในฟ้อง
           แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องฐานทำร้ายร่างกายแยกต่างหากในฟ้องข้อ 3 แต่เมื่อข้อเท็จจริง ได้ความว่าเมื่อจำเลยและนาย บ. เข้าไปในบ้านแล้ว นาย บ. จึงได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยจำเลยบอกให้ทำร้ายต่อเนื่องใกล้ชิดกัน เห็นได้ว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงต่อการที่จะให้มีการทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งการทำร้ายของนาย บ. ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ส่อแสดงถึงความไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถาน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อยู่ด้วย การที่จำเลยบอกให้นาย บ. ทำร้ายร่างกาย จึงเป็นกรรมเดียวกันกับการร่วมกันบุกรุกบ้านอันเป็นเคหสถาน
           จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกาย ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 86, มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 392 ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกายและร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกัน บุกรุกฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4722/2550
ป.อ. มาตรา 90, 371, 376, 392
          อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย แม้อาวุธปืนดังกล่าวจะเป็นอาวุธปืนของบุคคลอื่นที่ได้รับใบอนุญาต แต่การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในที่เกิดเหตุและยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวเล็งไปทางผู้เสียหายแล้วยิงปืน 1 นัด ให้กระสุนปืนเฉี่ยวไปไม่ถูกผู้เสียหาย เพื่อข่มขู่ผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวจ้องเล็งส่ายไปมาทางผู้เสียหาย พร้อมทั้งขู่เข็ญให้ผู้เสียหายลุกเดินออกไป ไม่ให้หันหน้าไปมองทางจำเลยอีกด้วย นับว่าจำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองอันเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
           อนึ่ง โจทก์ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้องด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรานี้ แต่กลับกำหนดโทษจำเลยฐานกระทำให้ผู้อื่นตกใจแล้วโดยการขู่เข็ญ จึงเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้องโดยเพียงแต่วงเล็บข้อความไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูก มาตรา 392 ด้วย และที่ถูก ฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไว้เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 392 อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 ให้ลงโทษฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลับโดยการขู่เข็ญ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลักการสืบสวนสอบสวนโดยฉับพลัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3153/2535
ป.อ. มาตรา 288
ป.วิ.อ. มาตรา 226, 227
              โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยกระทำผิด แต่ได้ความจากมารดา พี่น้องและเพื่อนผู้ตายว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยปรับทุกข์ว่ามีเหตุทะเลาะกับจำเลย เพราะจำเลยติดพันฉันชู้สาวกับผู้หญิงอื่น ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถมากับผู้ตายเพียงสองต่อสอง ผู้ตายถูกยิงภายนอกรถใกล้รถยนต์ที่จอดอยู่ ถูกอวัยวะสำคัญในลักษณะจ่อยิง ทันใดจำเลยวิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุ ขอความช่วยเหลือจาก ล. และ ค. ที่วัด บอกว่าขณะจอดรถปัสสาวะ ผู้ตายนั่งคอยอยู่ในรถ มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์เข้ามายิง แต่เมื่อ ล. กับ ค. ไปถึง กลับพบว่าผู้ตายนอนตายอยู่ที่ไหล่ถนนติดประตูหน้ารถข้างซ้าย รถอยู่ในลักษณะที่ปิดประตูไว้ทั้งสองข้าง เปิดไฟฟ้าภายในรถกับไฟหรี่หน้ารถไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุหลังรับแจ้งไม่พบร่องรอยที่จำเลยอ้างว่ายืนถ่ายปัสสาวะทางด้านท้ายรถประมาณ 3 เมตร ไม่พบร่องรอยจุดซึ่งจำเลยอ้างว่าวิ่งไปหลบซ่อนคนร้าย ทั้ง ๆ ที่ ดินบริเวณนั้นมีความอ่อนนุ่ม ถ้าเหยียบจะเป็นรอยเท้า และไม่พบร่องรอยกระสุนปืนภายในรถคันเกิดเหตุ ทั้ง ๆ ที่จำเลยอ้างในที่เกิดเหตุว่าคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดด้านคนขับแล้วใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ภายในรถข้างที่นั่งคนขับ จำเลยยืนถ่ายปัสสาวะอยู่ห่างจากรถซึ่งเปิดไฟฟ้าภายในรถประมาณ 3 เมตร จำเลยน่าจะเห็นและจดจำลักษณะรูปพรรณสัณฐานคนร้ายได้และรีบแจ้งให้ตำรวจสกัดจับหรือสืบจับคนร้ายทันที แต่จำเลยไม่ได้กระทำเช่นนั้น ถ้าจำเลยและผู้ตายมีศัตรูที่จะทำอันตรายถึงชีวิต คนร้ายก็น่าจะเป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์ติดตามหรือดักทำร้าย ไม่ใช่ขับรถสวนทางมา ทั้งจำเลยก็อ้างว่าคนร้ายเรียกชื่อจำเลยก่อน แสดงว่าคนร้ายมุ่งฆ่าจำเลย เหตุใดคนร้ายกลับใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งคนร้ายสามารถมองเห็นจากไฟฟ้าภายในรถ โดยไม่ติดตามยิงจำเลยซึ่งยืนอยู่ห่างเพียง 3 เมตร และเมื่อมีการตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืนที่มือของจำเลยก็พบธาตุแอนติโมนีและธาตุแบเรียม ซึ่งปกติพบในเขม่าดินปืน ดังนั้น พยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวมั่นคงเพียงพอฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายจริง ข้ออ้างการนำสืบของจำเลยที่ว่าคนร้ายขับรถจักรยานยนต์เข้ามายิงผู้ตายขณะจำเลยยืนถ่ายปัสสาวะอยู่นั้น มีพิรุธไม่น่าเชื่อ.

หมายเหตุ
          หลักการสืบสวนสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
          1.  การสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น ประกอบด้วย การตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุโดยฉับพลันเร่งด่วน (A Hot Search) กับการตรวจค้นบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดครอบคลุมประเด็นสงสัยเพิ่มเติม เพื่อเสาะหาข้อเท็จจริงดำเนินการสืบเนื่องต่อจากการตรวจค้นแบบฉับพลันเร่งด่วนในขั้นแรก เรียกว่าการตรวจค้นแบบอบอุ่น (A Warm Search) เมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนจะต้องไปปรากฏตัวในที่เกิดเหตุในทันทีทันใด เพื่อดำเนินการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงหรือจับกุมบุคคลผู้กระทำผิด สาระสำคัญแห่งการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น จะต้องสอบให้ทราบว่าการกระทำผิดที่เกิดขึ้นนั้นมีใครเป็นผู้กระทำผิด (Who) มีอะไรเกิดขึ้น (What) เกิดขึ้นเมื่อใด (When) ณ สถานที่แห่งใด (Where) ทำไมจึงเกิดเหตุ (Why) เกิดเหตุในลักษณะอย่างไร (How)
          2.  การสืบสวนสอบสวนต่อเนื่อง เป็นกระบวนการปฏิบัติสืบต่อจากการสืบสวนวอบสวนเบื้องต้นเพื่อประโยชน์ในการเสาะหาร่องรอยข้อเท็จจริง หรือเงื่อนงำ ประจักษ์พยานหลักฐานของอาชญากรรมและข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดโดยพนักงานสอบสวน จนสามารถทำการจับกุมผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ในที่สุด นับเป็นกระบวนการปฏิบัติว่าด้วยการตรวจค้นเพิ่มเติมภายหลัง จากการตรวจค้นแบบฉับพลันเร่งด่วน (A Hot Search) และการตรวจค้นแบบอบอุ่น (A Warm Search) มาแล้ว ทั้งยังเป็นการใช้ความถี่ถ้วน รอบคอบศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมอย่างละเอียดลออทุกแง่ทุกมุม โดยเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า การตรวจค้นแบบเยือกเย็น (A Cold Search) อันประกอบด้วยการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
          (1)  ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องจากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นเพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมทั้งการจับกุมผู้กระทำผิด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับการกระทำผิด
          (2)  ดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ทราบถึงแผนการประกอบอาชญากรรมของผู้กระทำผิดโดยละเอียด
          (3)  ดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์ข่าวสาร และประจักษ์พยานสำคัญเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

การกระทำโดยทารุณโหดร้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6083/2546
ป.อ. มาตรา 289
ป.วิ.อ. มาตรา 218
                 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) วางโทษประหารชีวิตลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) และ 289(5) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์ หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน"ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
                ปืนเป็นอาวุธโดยสภาพมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงสามารถทำอันตรายบุคคลและสัตว์ให้ถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย กระสุนปืนเข้าทางขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันที ดังนี้แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายทันทีหลังจากถูกยิง และจำเลยใช้มีดตัดศีรษะผู้ตายขณะที่ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทำให้ผู้ตายได้รับความลำบากทรมานสาหัสก่อนตายและไม่ได้ความแจ้งชัดว่าจำเลยได้กระทำการอย่างไรอันเป็นการทรมานหรือทารุณโหดร้ายผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย หลังจากนั้นจึงใช้มีดตัดคอผู้ตายประกอบกับจำเลยได้ใช้มีดชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ แล้วทิ้งชิ้นส่วนศพบางส่วนลงในส้วมชักโครก กับนำชิ้นส่วนศพบางส่วนไปทิ้งที่แม่น้ำบางประกง น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตายของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตายถือไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)
                จำเลยเป็นนักศึกษา ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์ที่มีค่ามากหรือมีผู้ปองร้ายหมายเอาชีวิตจำเลย แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีทรัพย์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และรถยนต์ ก็เป็นทรัพย์ที่บุคคลมีกันโดยทั่วไป ถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีค่ามากถึงขนาดที่จำเลยต้องนำอาวุธปืนมาไว้สำหรับป้องกันทรัพย์ดังที่จำเลยฎีกา ห้องพักที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าซึ่งไม่มีห้องครัวทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทำครัวปรุงอาหารเอง จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องมีมีดทำครัวที่มีความคมถึงขนาดใช้ชำแหละศพได้ไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ การที่จำเลยมีอาวุธปืนและมีดดังกล่าวไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่อาจฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากจำเลยตระเตรียมไว้สำหรับฆ่าผู้ตายและชำแหละศพผู้ตาย ส่วนของศพที่ชำแหละแล้วย่อมมีกลิ่นคาวและมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลซึมออกมา การนำออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้งย่อมต้องใช้วัสดุสิ่งของสำหรับห่อหุ้มและบรรจุ เช่น ผ้า กระดาษ ถุงพลาสติกและกล่อง เป็นต้น เพื่อดูดซับน้ำเลือดน้ำเหลืองและกลิ่นคาว รวมทั้งปกปิดไม่ให้มีผู้พบเห็นว่าเป็นชิ้นส่วนของศพ การที่จำเลยสามารถนำชิ้นส่วนศพผู้ตายออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้ง นำอาวุธปืน มีดและทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลายภายในระยะเวลาอันสั้นโดยไม่มีผู้พบเห็น แสดงว่าจำเลยได้วางแผนเกี่ยวกับสถานที่ที่จะนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้ง นำทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนและจัดเตรียมวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้งไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
               ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือ ความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความผิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ปรับทำร้ายร่างกายแต่บาดเจ็บสาหัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  354/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 28, 37, 39
             โจทก์แจ้งความกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ เมื่อพนักงานสอบสวนโทรศัพท์สอบถามไปยังโรงพยาบาลที่โจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษามาก่อนหน้านั้นได้ความว่า โจทก์ถูกทำร้ายเพียงมีรอยฟกซ้ำ จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพพนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200 บาทโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างยินยอม หากผลของการทำร้ายร่างกายโจทก์มีเท่าที่แพทย์ของโรงพยาบาลตรวจพบครั้งแรกดังกล่าวก็เป็นเพียงความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เมื่อพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแล้ว คดีย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 37 (2) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3)
              แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันเดียวกันโจทก์เกิดอาการมึนศีรษะและอาเจียนจึงกลับไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลเดิมตรวจใหม่แพทย์ส่งตัวโจทก์ไปตรวจเอกซเรย์สมองทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งต้องรักษานานประมาณ 30 วัน โดยโจทก์อ้างว่าเป็นผลเกิดจากถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แท่งเหล็กกลวงตี หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างคดีก็ไม่อาจเลิกกันได้เพราะกรณีมิใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป โจทก์มีอำนาจฟ้อง

หมายเหตุ
             เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2516 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวซึ่งเป็นทั้งความผิดลหุโทษและมิใช่ลหุโทษ การที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาในความผิดลหุโทษแต่อย่างเดียวแล้วเปรียบเทียบปรับไปเป็นการไม่ชอบ ไม่ทำให้คดีเลิกกันพนักงานอัยการมีสิทธิฟ้องจำเลยในความผิดที่มิใช่ลหุโทษได้
             ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2516 ที่ยกมา ถือว่าการเปรียบเทียบปรับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลก็คือ ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกเปรียบเทียบปรับมาก่อน ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษโดยตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดได้ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยได้ถูกเปรียบเทียบปรับมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการวินิจฉัยของศาลฎีกาที่เป็นบรรทัดฐานกันมานั้นถูกต้องเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่าย มิฉะนั้นแล้วจะเป็นช่องทางให้มีการเปรียบเทียบปรับแล้วทำให้คดีอาญาที่มีโทษหนักที่สุดพลอยระงับไปด้วยซึ่งจะไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้เสียหาย
             มีข้อเท็จจริงที่คล้าย ๆ กันกับข้อเท็จจริงในคดีนี้แต่ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแตกต่างไป คือกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง ทำให้ไม่สามารถที่จะฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันนั้นได้อีก เช่น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ หากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีข้อวินิจฉัยว่า จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัสได้หรือไม่ เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2481,149/2483 และ 1742/2494 ตัดสินไว้ว่า ถ้าโจทก์ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว แม้ศาลจะได้พิพากษาคดีอื่นที่ฟ้องภายหลัง แต่เป็นมูลกรณีเดียวกันนั้นเสร็จเด็ดขาดไปก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะดำเนินคดีที่ฟ้องไว้ก่อนนั้นต่อไป
              แต่ต่อมาศาลฎีกาได้กลับแนวคำพิพากษาดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า เมื่อมีการดำเนินคดีและศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ไม่สามารถที่จะฟ้องจำเลยในการกระทำกรรมเดียวในฐานความผิดที่สูงกว่าอีกได้ เช่น
              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2492 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกาย ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว เมื่อผู้ถูกทำร้ายตาย โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายไม่ได้ ไม่ว่าจะได้ยื่นฟ้องในระหว่างคดีไม่ถึงที่สุดหรือคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม
             แนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น แดงปาระเบิดใส่ฝูงชน เป็นเหตุให้ดำถึงแก่ความตาย และเหลืองได้รับอันตรายแก่กาย หากแดงสมรู้กับเหลืองได้ โดยเหลืองยื่นฟ้องแดงเป็นจำเลย แดงรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษแดงฐานทำร้ายร่างกายเหลือง เช่นนี้ จะทำให้พนักงานอัยการหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนดำไม่สามารถดำเนินคดีแดงได้อีกต่อไป หากเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ น่าจะถือได้ว่า การที่เหลืองดำเนินคดีแดงนั้น ไม่ทำให้คดีที่มีโทษหนักกว่าคือข้อหาฆ่าดำถึงแก่ความระงับไป เพียงแต่โทษที่แดงได้รับในคดีที่เหลืองฟ้องแดงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโทษที่จะลงแก่แดงในกรณีที่กระทำความผิดต่อดำ ก็จะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
           "ศิริชัย วัฒนโยธิน"

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ป้องกันเกินกว่าเหตุและพยายามฆ่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2555
ป.อ. ฆ่าผู้อื่น พยายาม ป้องกันเกินกว่าเหตุ หลายกรรม (มาตรา 288, 80 , 69, 91)

              ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันกับกลุ่มของจำเลย  นาย ส.พวกของจำเลยเข้าห้าม ก็ถูกผู้เสียหายที่ ๑ ชกบริเวณใบหน้า  จำเลยจึงเข้าไปในบ้านหยิบเอามีดปลายแหลมเข้าไปฟันผู้เสียหายที่ ๒ โดยทันที  ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าช่วยเหลือก็ถูกจำเลยใช้มีดดังกล่าวฟันจนได้รับบาดแผลหลายแห่ง
              การที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมกับพวกเข้าชกต่อยทำร้ายร่างกายจำเลยกับพวกต่อไป เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
              อาวุธมีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมมีขนาดใหญ่ และจำเลยฟันโดยแรงให้ถูกบริเวณศีรษะ ลำคอและใบหน้าของผู้เสียหายและโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ซึ่งเมื่อเกิดบาดแผลผู้เสียหายและโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและโจทก์ร่วม เมื่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายสมเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
              การที่จำเลยใช้มีดฟันโจทก์ร่วมแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปช่วยก็ถูกจำเลยฟัน ผู้เสียหายที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมก็ถูกจำเลยใช้มีดฟันอีก เช่นนี้ เป้าประสงค์ที่จำเลยใช้มีดฟันกระทำต่อบุคคลต่างกัน และกระทำต่างวาระกัน โดยประสงค์จะให้เกิดผลเป็นอันตรายแก่กายต่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเป็นรายบุคคลไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

อายุความข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

              "มาตรา ๕๒  ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้
                (๑) ถ้าจะลดหนึ่งในสามให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
                (๒) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี"
              "มาตรา ๕๓  ในการลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี"
              "มาตรา ๕๔  ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ถ้าส่วนของการเพิ่มเท่ากับหรือมากกว่าส่วนของการลด และศาลเห็นสมควรจะไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๒๑/๒๕๑๖
ป.อ. มาตรา ๒๘๙ , ๘๑ , ๕๒ (๒)
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๗/๒๕๑๖)
              การจะคำนวณโทษกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิตนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ (๒) มาใช้เป็นหลักในการกำหนดโทษ โทษกึ่งหนึ่งที่จะลงแก่จำเลย ก็คือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๒ ปี ถึง ๒๐ ปี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลย ๑๐ ปี เป็นการลงโทษที่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ประกอบด้วยมาตรา ๘๑ มิใช่ว่าจะลงโทษจำคุกต่ำกว่า ๑๒ ปี ไม่ได้

             "มาตรา ๒๘๘  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี"
             "มาตรา ๘๐  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
               ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"
            "มาตรา ๙๕  ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
              (๑) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
              (๒) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี
              (๓) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี
              (๔) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี
              (๕) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
              ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ก็ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน"

              (สรุป.-  ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น (ม.๘๐, ๒๘๘) ระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ดังนั้น จึงลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี อายุความในหมายจับ คือ ยี่สิบปี

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทำร้ายจนภาวะหัวใจล้มเหลว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๖๙๘/๒๕๕๔
ป.อ.  ผลโดยตรงจากการทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย  (มาตรา ๒๙๐ , ๕๙)
             แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายสันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือดกะทันหันซึ่งเกิดจากการตกใจหรือมีความเครียดอย่างรุนแรง แม้จะได้ความว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของผู้ตายเป็นภาวะที่เป็นมาก่อนแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญผู้ตายทำให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัว วิ่งหนีการทำร้าย และการที่จำเลยกลับมาด่าว่าข่มขู่และชกต่อยทำร้ายผู้ตายอีกย่อมเป็นการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถึงโรงพยาบาล ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นความผิดฐานไม่ได้เจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใช้อาวุธปืนยิง พยายามฆ่า โดยพลาด

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๖๕/๒๕๕๓
ป.อ. พยายามฆ่า  กระทำโดยพลาด  (มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐)
พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ พ.ศ.๒๔๙๐ (มาตรา ๗, ๗๒)
          การที่จำเลยใช้อาวุธปืนพกที่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะยิงได้จ้องเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ แต่ถูกผู้เสียหายที่ ๒ ปัดอาวุธปืนจนเบนออกไป หลังจากนั้น กระสุนปืนลั่นขึ้นแต่ไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ฟังได้ว่า จำเลยจ้องอาวุธปืนพกไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ ด้วยเจตนาฆ่า เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ แต่พลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๒ ด้วยการกระทำโดยพลาด
         โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนพกไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนให้มีและใช้อาวุธปืน จึงรับฟังไม่ได้ว่า อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ แต่ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เจตนาร่วมกันและความรับผิดในผลแห่งความตาย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๐/๒๕๕๗
ป.อ. มาตรา ๓๓, ๘๓, ๒๘๘ , ๒๙๐ วรรคแรก
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒)
                นางสาว ณ. และ นางสาว ร. เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยบันทึกคำให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยและหลานร่วมกันชกต่อยผู้ตาย หลานจำเลยใช้มีดแทงที่หน้าท้อง ๑ ครั้ง เมื่อผู้ตายล้มจำเลยกระทืบซ้ำ การที่นางสาว ร. เบิกความแตกต่างจากที่ให้การเป็นพยานไว้ในชั้นสอบสวน โดยชั้นสอบสวน นางสาว ร. ให้การเป็นพยานวันเดียวกับที่เกิดเหตุและหลังเวลาเกิดเหตุไม่นาน จึงยังไม่ทันมีเวลาแต่งข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย และชั้นพิจารณานางสาว ร. มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าคำให้การของตนชั้นสอบสวนไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบตรงไหน อย่างไร เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะและข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้ว เชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาว ร. เป็นความจริงยิ่งกว่าชั้นพิจารณา
               ส่วนนางสาว ณ. โจทก์ไม่สามารถติดตามนำตัวมาเบิกความเป็นพยานได้คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวน ยืนยันว่าเห็นจำเลยร่วมกับหลานทำร้ายผู้ตายและหลานจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายโดยจำเลยกระทืบผู้ตายด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของนางสาว ณ. เป็นพยานบอกเล่าก็ตาม แต่การไม่สามารถติดตามนำตัวนางสาว ณ. มาเบิกความได้ ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม สามารถรับฟังคำให้การชั้นสอบสวน ของนางสาว ณ. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) นอกจากนี้ ดาบตำรวจ ช. เบิกความว่าเห็นมีเลือดออกที่แขนซ้ายของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าร่วมกับหลานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายมีเลือดออก และยังเป็นการสนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของ ณ. และ นางสาว ร. ให้ มีน้ำหนักน่าเชื่อมากขึ้น
                การที่จำเลยเข้าร่วมกับหลานชกต่อยผู้ตาย จำเลยมีแต่เพียงเจตนาทำร้ายผู้ตายเท่านั้น แต่หลานแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยต้องรับผิดในผลแห่งความตายของผู้ตายด้วย จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๗๐/๒๕๕๔
ป.อ. ตัวการ (มาตรา ๘๓)
                   ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ เพียงชกต่อยโจทก์ร่วม แล้วเสียหลักล้มลงไปด้วยกัน โจทก์ร่วมนั่งคร่อมจำเลยที่ ๑  จำเลยที่ ๒ ใช้มีดทำครัวที่หยิบได้ในที่เกิดเหตุแทงโจทก์ร่วมทางด้านหลัง ซึ่งเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ ๒ โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง หาได้มีการสมคบกันมาก่อนไม่ การที่จำเลยที่ ๒ ใช้มีดแทงโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังเช่นนี้ เป็นเจตนาเฉพาะตัวจำเลยที่ ๒ ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ ๑ จะคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๒ จะใช้มีดแทงโจทก์ร่วม ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาร่วมกันเป็นตัวการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๙๑/๒๕๕๔
ป.อ. ตัวการ  ร่วมทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย  (มาตรา ๘๓, ๒๙๐)
            การที่พวกของจำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุเข้าไปชกต่อยผู้ตายกับพวกก่อน แล้วจำเลยทั้งสองเข้าไปช่วยชกต่อยนั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกับพวกดังกล่าวทำร้ายผู้ตายกับพวก แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ทราบมาก่อนว่าพวกของตนมีมีดติดตัวมาด้วย แต่เมื่อพวกของจำเลยทั้งสองทำร้ายผู้ตายโดยใช้มีดแทง และผู้ตายถึงแก่ความตายโดยเป็นผลมาจากการถูกทำร้ายดังกล่าว จำเลยทั้งสองต้องรับผลจากการกระทำที่พวกของตนแทงทำร้ายผู้ตายด้วย

ทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1001/2547
ป.อ. มาตรา 297
ป.วิ.อ. มาตรา 218
               ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำโดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้นแม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้มีเจตนาทำให้แท้งลูก เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามมาตรา 297(5)
               ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่จำเลยเดินเข้าไปตบผู้เสียหายจนตกจากแคร่ แล้วจิกผมให้ศีรษะผู้เสียหายกระแทกกับเสา เมื่อมีผู้เข้าห้าม จำเลยก็ถีบที่ท้องของผู้เสียหาย อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3362/2530
ป.อ. มาตรา 297(8)
                  ผู้เสียหายถูกแทงด้วยมีดปลายแหลมที่หน้าอกซ้าย ซึ่งเป็นที่สำคัญ หากปลายมีดเข้าไปถึงหัวใจหรือหลอดลมใหญ่และไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ก็อาจถึงแก่ความตายได้ ผู้เสียหายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 8 วัน แล้วกลับมารักษาตัวที่บ้านอีก 1 เดือน แผลภายนอกหาย แต่ภายในยังเจ็บและเสียวอยู่ ผู้เสียหายต้องเลิกอาชีพรับจ้างไปทำงานอย่างอื่น เพราะไม่สามารถทำงานหนักต่อไปได้ ถึงขณะเบิกความก็ยังเจ็บหน้าอกอยู่เป็นบางครั้ง ดังนี้ ถือได้ว่าผู้เสียหายต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เป็นอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 แล้ว

มีดแทงอวัยวะสำคัญครั้งเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกา ๖๖๙๓/๒๕๕๔
ป.อ.  เจตนาฆ่า   พยายาม  (มาตรา ๒๘๘, ๘๐)
               แม้ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดที่จำเลยจะเอาชีวิตผู้เสียหาย และจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว เนื่องจากทะเลาะวิวาทกันก็ตาม แต่นายแพทย์ผู้ตรวจรักษาตรวจร่างกายผู้เสียหายพบบาดแผลขอบเรียบกว้าง ๒ เซนติเมตร ที่ชายโครงด้านซ้าย มีลมเข้าไปในปอด ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาภายใน ๖ ชั่วโมง อาจถึงแก่ชีวิตได้ การที่มีลมเข้าไปในปอดเป็นผลมาจากที่จำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมของกลางยาว ๕ นิ้ว แทงอย่างรุนแรงจนลึกถึงปอด และการแทงที่ชายโครงด้านซ้ายหลังซึ่งมีอวัยวะสำคัญเกี่ยวพันถึงระบบหายใจ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกา ๖๖๙๒/๒๕๕๔
ป.วิ.อ.  สืบประกอบคำรับสารภาพ (มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง)
                 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง คดีนี้ได้ความว่า จำเลยกำลังวิ่งหลบหนีจากการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยผู้เสียหายเข้าสกัดหน้าจำเลยไว้ แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายในลักษณะทันทีทันใด จำเลยย่อมไม่มีโอกาสเลือก ทั้งจำเลยแทงเพียงครั้งเดียว แล้ววิ่งหลบหนีไปไม่ได้แทงซ้ำอีก ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ อาการบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้เวลารักษา ๒ สัปดาห์ และโจทก์ก็ไม่ได้นำแพทย์ผู้รักษาผู้เสียหายมาเบิกความว่า บาดแผลของผู้เสียหายจะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้เพราะอะไร เพียงอ้างส่งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เท่านั้น พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้ว่าจำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๘๗๐/๒๕๔๐
ป.อ. มาตรา ๕๙ , ๒๘๘
                แม้จำเลยกับผู้เสียหายจะเป็นญาติพี่น้องกัน สาเหตุแห่งการทำร้ายเกิดจาก จำเลยโกรธที่ผู้เสียหายว่ากล่าวตักเตือนให้จำเลยเลิกดื่มสุรา ติดต่อกันมาสองวันแล้ว จำเลยได้ลอบเข้าไปแทงผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายนอนหลับอยู่ที่เตียงผ้าใบใต้ถุนบ้านหนึ่งที จำเลยใช้มีดปลายแหลมยาว ๑ ฟุต เฉพาะตัวมีดยาว ๘ นิ้ว เลือกแทงที่ท้องของผู้เสียหายอย่างแรงบาดแผลที่หน้าท้องยาว ๔ เซนติเมตร ลึกถึง ๔ นิ้ว ทะลุลำไส้เล็ก ตัดเส้นโลหิตใหญ่ฉีกขาด ผู้เสียหายมีเลือดตกในช่องท้องประมาณ ๒ ลิตร แพทย์ลงความเห็นว่าถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดอย่างรีบด่วนอาจทำให้ถึงตายได้ภายใน ๑ ชั่วโมง จำเลยใช้มีดขนาดใหญ่มีความยาวและแหลมคมแทงที่ท้องอันเป็นอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย ถึงแม้จำเลยจะมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ย่อมถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง
                การที่จำเลยไม่แทงซ้ำอีก ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะทำได้ ก็ไม่ทำให้ความผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป เพราะเจตนาโดยเล็งเห็นผลนั้น มุ่งถึงลักษณะแห่งการกระทำและผลของการกระทำที่อาจเกิดขึ้นเป็นหลัก มิได้มุ่งถึงเจตนาของผู้กระทำเป็นหลัก เช่น ใช้อาวุธปืนยิงนกที่จับอยู่ขอนไม้ใกล้ ๆ กับที่มีคนนั่งอยู่ ผู้ยิงย่อมเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจพลาดไปถูกคนได้ ซึ่งหากกระสุนปืนพลาดไปถูกคนตาย ผู้ยิงย่อมมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจตนาจะยิงคนเลย กรณีของจำเลยก็เช่นกัน เมื่อผู้เสียหายไม่ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า
                ส่วนการกระทำโดยบันดาลโทสะต้องเกิดจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม และต้องกระทำต่อผู้ที่ข่มเหงในขณะนั้น ผู้เสียหายเพียงแต่ว่ากล่าวตักเตือน แม้จะด่าว่าจำเลยบ้าง ก็ไม่ใช่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม อีกทั้งผู้เสียหายก็ได้เลิกด่าและหนีไปนอนจนหลับแล้ว จำเลยลอบเข้าไปแทงขณะที่ผู้เสียหายนอนหลับจะอ้างเหตุบันดาลโทสะ หาได้ไม่