วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โดยไตร่ตรองไว้ก่อน,โดยทรมาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567
ป.อ. ม. 288, ม. 289 (4) (5) 
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
               การกระทำของจำเลยมีการคิดตระเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ย่อมต้องอาศัยมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลย โดยพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อม ทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุประกอบกัน ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยพกพาอาวุธมีดมายังที่เกิดเหตุด้วย ยังไม่อาจรับฟังอย่างแน่ชัดว่าจำเลยมีการคิดหรือตระเตรียมการวางแผนที่จะฆ่าผู้ตายมาก่อน นอกจากนี้ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าระหว่างจำเลยและผู้ตายมีข้อขัดแย้งอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยต้องคิดวางแผนฆ่าผู้ตาย
              การที่จำเลยใช้อาวุธมีดพกติดตัวอยู่เป็นประจำแทงทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันโดยไม่ได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 298 (4)
             การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตาย เป็นการกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย อันจะเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
             การกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ป.อ. มิได้บัญญัติหรือให้นิยามถึงการกระทำดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยถึงการกระทำดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยตามมาตรฐานความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป ซึ่งการฆ่าโดยทรมาน หมายถึง การฆ่าโดยกระทำที่มิได้ทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายในทันที แต่ทำให้ได้รับความลำบากจนตายลงในที่สุด ส่วนการฆ่าโดยกระทำทารุณโหดร้าย หมายถึง การฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป ผู้ถูกฆ่าอาจตายในทันทีโดยไม่ได้รับความลำบากเลยก็ได้ 
             การที่จำเลยใช้อาวุธมีดเดือยไก่ ซึ่งมีลักษณะปลายแหลมเรียวโค้ง ความยาวประมาณ 1 คืบ กว้างประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ส่วนด้ามความยาว 3 นิ้ว ซึ่งถือเป็นอาวุธมีดที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แทงไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างผู้ตาย เป็นการฆ่าโดยใช้อาวุธตามปกติธรรมดา ไม่ถือเป็นการฆ่าโดยวิธีที่ดุร้ายยิ่งกว่าการกระทำให้ตายโดยทั่ว ๆ ไป และขณะจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายย่อมต้องปัดป้องต่อสู้ จำเลยจึงแทงผู้ตายหลายครั้งเพื่อให้การกระทำบรรลุผล ไม่ใช่เจตนาให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดและทรมานจากบาดแผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 เท่านั้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567
ป.อ. ม. 289 (4), ม. 371
               จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลัง ห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567
ป.อ. ม. 80, ม. 289 (4) 
ป.วิ.พ. ม. 225 ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 176 
                ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ว วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15
              จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อน จนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481/2567
ป.อ. ม. 83, ม. 289 (4)
               เหตุการณ์ตอนแรกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัด กระสุนปืนถูกบริเวณลำตัวผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายและหมดสติไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ฟื้นได้สติและร้องขอน้ำดื่ม พวกของจำเลยเข้าไปรุมกระทืบ เตะ และต่อยผู้เสียหายที่ 1 จนหมดสติ ต่อมา จำเลยกับพวกช่วยกันใช้เชือกมัดมือมัดเท้าของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนำขึ้นท้ายรถกระบะขับออกจากบ้านที่เกิดเหตุพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังคลองชลประทาน 2 ขวา ซึ่งอยู่คนละจังหวัด จำเลยกับพวกย่อมมีโอกาสคิดไตร่ตรองทบทวนและตัดสินใจอยู่เป็นเวลานานว่าจะยิงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตายหรือไม่ การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตายอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4)

ฐานเป็นผู้สนับสนุน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568
ป.อ. ม. 86, ม. 289 (4)
               จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลา เพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อน เพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพารา โดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ 
               ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพารา ห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย 
               ประกอบกับ บริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพารา แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย 
               ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีก็เป็นเหตุการณ์ภายหลัง อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ฆ่าผู้ตาย

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ป้องกันตัวโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6594/2559
ป.อ. ม.68
                ผู้เสียหายไปขอหมายเลขโทรศัพท์จากนางสาววริญา คนรักของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พอใจ ผู้เสียหายพูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความว่า "กูนั่งรอกินเบียร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ถ้าแน่จริงให้มึงมา" คำพูดดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า หากจำเลยที่ 3 มีความกล้าจริงให้มาพบกับผู้เสียหายไม่มีคำพูดท้าทายให้มาทำร้ายร่างกายหรือต่อสู้กันอันจะถือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลยที่ 3 การสมัครใจต่อสู้หรือวิวาทต้องกระทำด้วยกำลังกายหรือมีการท้าทายให้มีการต่อสู้ด้วยกำลังกาย ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 2 ขับรถยนต์พร้อมอาวุธปืนมาตามหาผู้เสียหายภายหลังที่ผู้เสียหายพูดทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 เป็นเวลาผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ถือว่าเหตุการณ์การพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ขาดตอนไปแล้ว ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยังคงสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายหรือสมัครใจวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 3 
              ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 มาตามหาผู้เสียหายในเวลาค่ำคืนแล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ประมาณ 500 เมตร 1 นัด และยังใช้อาวุธปืนยิงบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายและบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แต่เป็นการการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับผู้เสียหายบริเวณป่ามันสำปะหลังบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จะถือว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ เพราะบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนตัวอยู่นั้น อยู่บริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะหลบหนีไปที่ใด และมีสิทธิที่จะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้
             แม้ขณะที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนในครั้งหลังโดยไม่ทราบว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 หลบซ่อนบริเวณใด แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงถึงสองครั้งพร้อมทั้งท้าทายให้ผู้เสียหายออกมา ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าหากจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนอยู่ด้วยกันแล้ว จำเลยที่ 2 อาจใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปยังบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนก็ได้ จึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงไปทางจำเลยที่ 2 ทันทีหลังจากที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงในครั้งหลัง ถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิด ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 หรือ 81

ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3761/2563
ป.อ. ม. 288, ม. 81, ม. 90, ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78
                จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ลูก แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิด 2 ลูก ที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวก จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิด 2 ลูก ดังกล่าว ขว้างใส่กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ระเบิดลูกแรกตกห่างจากผู้เสียหายที่ 3 ประมาณ 1 เมตร แต่ไม่ระเบิด ส่วนระเบิดลูกที่สองตกกระแทกโต๊ะหินอ่อนและกระดอนตกระเบิดขึ้นตรงหน้าผู้เสียหายที่ 3 สะเก็ดระเบิดทำให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนยึดเศษท่อพีวีซีสีฟ้า 1 ชิ้น และเส้นลวดตัดยาว 21 เส้น จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบจัดทำขึ้น
                แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยบรรยายฟ้องเป็นข้อ 1 (ก) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสามฐานนี้ เห็นได้ว่าเป็นเจตนาอันเดียวกันคือต้องการใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยกับพวกก็ต้องร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเสียก่อน ทั้งวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองกับวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำยังเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกันตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 จึงเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน
               คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สารบัญ

ทำร้ายร่างกาย
               -  บุกรุกและทำร้ายร่างกาย
               -  ปรับทำร้ายร่างกายแต่บาดเจ็บสาหัส
               -  ทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส
               -  ทำร้ายจนภาวะหัวใจล้มเหลว

ลักษณะการกระทำผิด
               -  สวมหมวกนิรภัยขณะก่อเหตุ
               -  มีดแทงอวัยวะสำคัญครั้งเดียว
               -  ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโดยพลาด
               -  การกระทำโดยทารุณโหดร้าย
               -  ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
               -  ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

การป้องกันตัว

ร่วมกันกระทำผิดหรือชุลมุนต่อสู้
               -  ลักษณะของการชุลมุนต่อสู้
               -  เจตนาร่วมกันและความรับผิดในผลแห่งความตาย

ความผิดเกี่ยวกับศพ
               -  ความผิดเกี่ยวกับศพ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
               -  อายุความข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
               -  หลักการสืบสวนสอบสวนโดยฉับพลัน