คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6594/2559
ป.อ. ม.68
ผู้เสียหายไปขอหมายเลขโทรศัพท์จากนางสาววริญา คนรักของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พอใจ ผู้เสียหายพูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความว่า "กูนั่งรอกินเบียร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ถ้าแน่จริงให้มึงมา" คำพูดดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า หากจำเลยที่ 3 มีความกล้าจริงให้มาพบกับผู้เสียหายไม่มีคำพูดท้าทายให้มาทำร้ายร่างกายหรือต่อสู้กันอันจะถือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลยที่ 3 การสมัครใจต่อสู้หรือวิวาทต้องกระทำด้วยกำลังกายหรือมีการท้าทายให้มีการต่อสู้ด้วยกำลังกาย ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 2 ขับรถยนต์พร้อมอาวุธปืนมาตามหาผู้เสียหายภายหลังที่ผู้เสียหายพูดทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 เป็นเวลาผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ถือว่าเหตุการณ์การพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ขาดตอนไปแล้ว ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยังคงสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายหรือสมัครใจวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 3
ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 มาตามหาผู้เสียหายในเวลาค่ำคืนแล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ประมาณ 500 เมตร 1 นัด และยังใช้อาวุธปืนยิงบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายและบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แต่เป็นการการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับผู้เสียหายบริเวณป่ามันสำปะหลังบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จะถือว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ เพราะบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนตัวอยู่นั้น อยู่บริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะหลบหนีไปที่ใด และมีสิทธิที่จะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้
ป.อ. ม.68
ผู้เสียหายไปขอหมายเลขโทรศัพท์จากนางสาววริญา คนรักของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พอใจ ผู้เสียหายพูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความว่า "กูนั่งรอกินเบียร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ถ้าแน่จริงให้มึงมา" คำพูดดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า หากจำเลยที่ 3 มีความกล้าจริงให้มาพบกับผู้เสียหายไม่มีคำพูดท้าทายให้มาทำร้ายร่างกายหรือต่อสู้กันอันจะถือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลยที่ 3 การสมัครใจต่อสู้หรือวิวาทต้องกระทำด้วยกำลังกายหรือมีการท้าทายให้มีการต่อสู้ด้วยกำลังกาย ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 2 ขับรถยนต์พร้อมอาวุธปืนมาตามหาผู้เสียหายภายหลังที่ผู้เสียหายพูดทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 เป็นเวลาผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ถือว่าเหตุการณ์การพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ขาดตอนไปแล้ว ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยังคงสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายหรือสมัครใจวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 3
ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 มาตามหาผู้เสียหายในเวลาค่ำคืนแล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ประมาณ 500 เมตร 1 นัด และยังใช้อาวุธปืนยิงบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายและบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แต่เป็นการการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับผู้เสียหายบริเวณป่ามันสำปะหลังบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จะถือว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ เพราะบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนตัวอยู่นั้น อยู่บริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะหลบหนีไปที่ใด และมีสิทธิที่จะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้
แม้ขณะที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนในครั้งหลังโดยไม่ทราบว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 หลบซ่อนบริเวณใด แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงถึงสองครั้งพร้อมทั้งท้าทายให้ผู้เสียหายออกมา ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าหากจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนอยู่ด้วยกันแล้ว จำเลยที่ 2 อาจใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปยังบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนก็ได้ จึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงไปทางจำเลยที่ 2 ทันทีหลังจากที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงในครั้งหลัง ถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิด ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 หรือ 81