วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ป้องกันตัวโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6594/2559
ป.อ. ม.68
                ผู้เสียหายไปขอหมายเลขโทรศัพท์จากนางสาววริญา คนรักของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พอใจ ผู้เสียหายพูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความว่า "กูนั่งรอกินเบียร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ถ้าแน่จริงให้มึงมา" คำพูดดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า หากจำเลยที่ 3 มีความกล้าจริงให้มาพบกับผู้เสียหายไม่มีคำพูดท้าทายให้มาทำร้ายร่างกายหรือต่อสู้กันอันจะถือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลยที่ 3 การสมัครใจต่อสู้หรือวิวาทต้องกระทำด้วยกำลังกายหรือมีการท้าทายให้มีการต่อสู้ด้วยกำลังกาย ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 2 ขับรถยนต์พร้อมอาวุธปืนมาตามหาผู้เสียหายภายหลังที่ผู้เสียหายพูดทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 เป็นเวลาผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ถือว่าเหตุการณ์การพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ขาดตอนไปแล้ว ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยังคงสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายหรือสมัครใจวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 3 
              ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 มาตามหาผู้เสียหายในเวลาค่ำคืนแล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ประมาณ 500 เมตร 1 นัด และยังใช้อาวุธปืนยิงบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายและบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แต่เป็นการการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับผู้เสียหายบริเวณป่ามันสำปะหลังบริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จะถือว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ เพราะบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนตัวอยู่นั้น อยู่บริเวณข้างบ้านจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะหลบหนีไปที่ใด และมีสิทธิที่จะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้
             แม้ขณะที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนในครั้งหลังโดยไม่ทราบว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 หลบซ่อนบริเวณใด แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงถึงสองครั้งพร้อมทั้งท้าทายให้ผู้เสียหายออกมา ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าหากจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนอยู่ด้วยกันแล้ว จำเลยที่ 2 อาจใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปยังบริเวณที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายหลบซ่อนก็ได้ จึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงไปทางจำเลยที่ 2 ทันทีหลังจากที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงในครั้งหลัง ถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิด ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 หรือ 81

ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3761/2563
ป.อ. ม. 288, ม. 81, ม. 90, ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78
                จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ลูก แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิด 2 ลูก ที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวก จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิด 2 ลูก ดังกล่าว ขว้างใส่กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ระเบิดลูกแรกตกห่างจากผู้เสียหายที่ 3 ประมาณ 1 เมตร แต่ไม่ระเบิด ส่วนระเบิดลูกที่สองตกกระแทกโต๊ะหินอ่อนและกระดอนตกระเบิดขึ้นตรงหน้าผู้เสียหายที่ 3 สะเก็ดระเบิดทำให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนยึดเศษท่อพีวีซีสีฟ้า 1 ชิ้น และเส้นลวดตัดยาว 21 เส้น จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบจัดทำขึ้น
                แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยบรรยายฟ้องเป็นข้อ 1 (ก) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสามฐานนี้ เห็นได้ว่าเป็นเจตนาอันเดียวกันคือต้องการใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยกับพวกก็ต้องร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเสียก่อน ทั้งวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองกับวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำยังเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกันตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 จึงเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน
               คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สารบัญ

ทำร้ายร่างกาย
               -  บุกรุกและทำร้ายร่างกาย
               -  ปรับทำร้ายร่างกายแต่บาดเจ็บสาหัส
               -  ทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส
               -  ทำร้ายจนภาวะหัวใจล้มเหลว

ลักษณะการกระทำผิด
               -  สวมหมวกนิรภัยขณะก่อเหตุ
               -  มีดแทงอวัยวะสำคัญครั้งเดียว
               -  ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโดยพลาด
               -  การกระทำโดยทารุณโหดร้าย
               -  ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
               -  ทำวัตถุระเบิดขว้างใส่ได้รับบาดเจ็บ

การป้องกันตัว

ร่วมกันกระทำผิดหรือชุลมุนต่อสู้
               -  ลักษณะของการชุลมุนต่อสู้
               -  เจตนาร่วมกันและความรับผิดในผลแห่งความตาย

ความผิดเกี่ยวกับศพ
               -  ความผิดเกี่ยวกับศพ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
               -  อายุความข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
               -  หลักการสืบสวนสอบสวนโดยฉับพลัน

บุกรุกและทำร้ายร่างกาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2280 / 2555
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297, 362, 364, 365, 392
             จำเลยและนาย บำรุงกับพวกได้เข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และจำเลยพูดว่า "มึงแน่หรือที่อยู่ที่นี่มา 15 ถึง 16 ปี เอามันเลย" กับพูดว่า "ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย" อันเป็นความผิดฐาน บุกรุกและขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่การที่จำเลยพูดว่า “เอามันเลย” และนายบำรุงเข้าทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายด้วยนั้น เป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนายบำรุงและพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยร้อง บอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายบำรุงกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
             อนึ่ง ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม แยกเป็น ข้อรวม 3 ข้อ โดยข้อที่ 1 กล่าวแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับนายบำรุง บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามมาตรา 365 (2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 เท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องว่าร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 365 (1) ประกอบ มาตรา 364 แต่อย่างใด ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับ อันตรายสาหัส กล่าวในฟ้องข้อ 3 แยกต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 ด้วย จึงเป็นการเกินคำขอและมิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องฐานทำร้ายร่างกายแยกต่างหากในฟ้องข้อ 3 แต่เมื่อข้อเท็จจริง ได้ความว่าเมื่อจำเลยและนายบำรุงเข้าไปในบ้านแล้ว นายบำรุงจึงได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยจำเลยบอกให้ทำร้ายต่อเนื่องใกล้ชิดกัน เห็นได้ว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงต่อการที่จะให้มีการทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งการทำร้ายของนายบำรุงก็เป็นเหตุหนึ่งที่ส่อแสดงถึงความไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถาน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อยู่ด้วย การที่จำเลยบอกให้นายบำรุงทำร้ายร่างกายจึงเป็นกรรมเดียวกันกับการร่วมกันบุกรุกบ้านอันเป็นเคหสถาน
             จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกาย ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 86, มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 392 ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกายและร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกัน บุกรุกฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความผิดที่เกี่ยวกับศพ

ลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ

             มาตรา ๓๖๖/๑  ผู้ใดกระทำชำเราศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
             การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของศพ
             มาตรา ๓๖๖/๒  ผู้ใดกระทำอนาจารแก่ศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา ๓๖๖/๓  ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ อัฐิ หรือเถ้าของศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา ๓๖๖/๔  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๗๒๙/๒๕๕๖
ป.อ. มาตรา ๕๙, ๒๘๘
                ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “การกระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” วรรคสาม บัญญัติว่า “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”
                ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าได้นั้น จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ คือ (๑) ผู้ใด (๒) ฆ่า และ (๓) ผู้อื่น กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการ “ฆ่า” และรู้ด้วยว่าวัตถุแห่งการกระทำเป็น “ผู้อื่น” (หมายความว่าผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่) หากจำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) แล้วก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้อื่น
               ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติ แล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ ๑ นำผู้ตายไปทิ้งอ่างเก็บน้ำนั้นจำเลยที่ ๑ สำคัญผิดว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจำเลยที่ ๑ มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๗๑๔๔/๒๕๔๕
ป.พ.พ. มาตรา ๑๕
ป.อ. มาตรา ๕๙, ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๙ (๖)
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔, ๑๗๖ วรรคหนึ่ง, ๒๒๗
                คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลย เพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔
                จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุ์กรรม (ดีเอ็นเอ)ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย น่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่งแล้ว
                แม้ผลจากการตรวจสภาพศพ จะระบุเหตุการตายของผู้ตายว่าขาดอากาศหายใจจากถูกกดรัดทางเดินหายใจก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานถึงการตายของผู้ตายเท่านั้น โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนหรือขณะหรือภายหลังที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้ว และผลการตรวจสภาพศพผู้ตายดังกล่าวในส่วนคอที่ระบุว่าเนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสภาพกล่องเสียงและหลอดลมต่างก็ปกติเช่นนี้ เหตุการณ์ตายของผู้ตายน่าจะไม่ใช่เกิดจากที่จำเลยบีบคอผู้ตาย
                ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่า จำเลยใช้หมอนปิดส่วนใบหน้าผู้ตายแล้วใช้มือทั้งสองกดทับบริเวณจมูกและปากผู้ตายเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง แต่ผู้ตายยังดิ้นรนขัดขืน จำเลยจึงใช้มือกดหมอนไม่ให้ผู้ตายหายใจออกด้วยต้องการให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อใช้เวลากดนานประมาณ ๓ นาที ผู้ตายที่ยังเป็นเด็กก็แน่นิ่งไป เช่นนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว
                การที่จำเลยคิดว่าผู้ตายเพียงสลบไปจึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แม้ขณะที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั้น จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นแต่มาทราบภายหลังจากการข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเสร็จว่าผู้ตายตายแล้ว ก็หาทำให้จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไม่ เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อน ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕