วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สวมหมวกนิรภัยขณะก่อเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2545
ป.อ. มาตรา 33, 83, 289 (4)
ป.วิ.อ. มาตรา 226 , 227
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 122
             ขณะที่นาย บ. ซึ่งมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารสองแถวรับจ้าง จอดรถให้คนร้ายซึ่งโดยสารมากับรถ ลงจากรถในที่เกิดเหตุแล้วได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย แล้วคนร้ายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยหลบหนีไป แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้รับฟังบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
               ส่วนรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมา ซึ่งปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่ามีแผ่นป้ายทะเบียนถูกต้อง แต่ขณะเกิดเหตุกลับปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมิได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน แสดงให้เห็นว่า จำเลยเตรียมการมาเพื่อรับคนร้ายหลบหนี ตามที่ร่วมกับคนร้ายวางแผนไว้ เพราะก่อนเกิดเหตุ คนร้ายเดินเข้าไปชำระค่าโดยสารให้แก่ผู้ตายแล้วได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้เถียงกันหรือทะเลาะกันแต่อย่างใด อันเป็นการวางแผนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งรวมถึงแผนในการหลบหนีด้วย ว่าจะหลบหนีด้วยยานพาหนะอะไร จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับคนร้ายที่หลบหนีกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
               ส่วนธนบัตรฉบับละ 50 บาท ของกลาง เป็นธนบัตรที่คนร้ายส่งให้แก่ผู้ตายเป็นค่าโดยสารก่อนที่ผู้ตายถูกยิง และหมวกนิรภัยที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุ อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 122 มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยมีเจตนาสวมเพื่อปกปิดใบหน้าในการกระทำผิด ดังนั้น ธนบัตร 50 บาทและหมวกนิรภัยของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ของที่ใช้ในการกระทำความผิด