คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 28, 37, 39
โจทก์แจ้งความกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ เมื่อพนักงานสอบสวนโทรศัพท์สอบถามไปยังโรงพยาบาลที่โจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษามาก่อนหน้านั้นได้ความว่า โจทก์ถูกทำร้ายเพียงมีรอยฟกซ้ำ จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพพนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200 บาทโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างยินยอม หากผลของการทำร้ายร่างกายโจทก์มีเท่าที่แพทย์ของโรงพยาบาลตรวจพบครั้งแรกดังกล่าวก็เป็นเพียงความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เมื่อพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแล้ว คดีย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 37 (2) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3)
แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันเดียวกันโจทก์เกิดอาการมึนศีรษะและอาเจียนจึงกลับไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลเดิมตรวจใหม่แพทย์ส่งตัวโจทก์ไปตรวจเอกซเรย์สมองทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งต้องรักษานานประมาณ 30 วัน โดยโจทก์อ้างว่าเป็นผลเกิดจากถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แท่งเหล็กกลวงตี หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างคดีก็ไม่อาจเลิกกันได้เพราะกรณีมิใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป โจทก์มีอำนาจฟ้อง
หมายเหตุ
เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2516 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวซึ่งเป็นทั้งความผิดลหุโทษและมิใช่ลหุโทษ การที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาในความผิดลหุโทษแต่อย่างเดียวแล้วเปรียบเทียบปรับไปเป็นการไม่ชอบ ไม่ทำให้คดีเลิกกันพนักงานอัยการมีสิทธิฟ้องจำเลยในความผิดที่มิใช่ลหุโทษได้
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2516 ที่ยกมา ถือว่าการเปรียบเทียบปรับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลก็คือ ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกเปรียบเทียบปรับมาก่อน ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษโดยตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดได้ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยได้ถูกเปรียบเทียบปรับมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการวินิจฉัยของศาลฎีกาที่เป็นบรรทัดฐานกันมานั้นถูกต้องเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่าย มิฉะนั้นแล้วจะเป็นช่องทางให้มีการเปรียบเทียบปรับแล้วทำให้คดีอาญาที่มีโทษหนักที่สุดพลอยระงับไปด้วยซึ่งจะไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้เสียหาย
มีข้อเท็จจริงที่คล้าย ๆ กันกับข้อเท็จจริงในคดีนี้แต่ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแตกต่างไป คือกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง ทำให้ไม่สามารถที่จะฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันนั้นได้อีก เช่น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ หากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีข้อวินิจฉัยว่า จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัสได้หรือไม่ เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2481,149/2483 และ 1742/2494 ตัดสินไว้ว่า ถ้าโจทก์ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว แม้ศาลจะได้พิพากษาคดีอื่นที่ฟ้องภายหลัง แต่เป็นมูลกรณีเดียวกันนั้นเสร็จเด็ดขาดไปก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะดำเนินคดีที่ฟ้องไว้ก่อนนั้นต่อไป
แต่ต่อมาศาลฎีกาได้กลับแนวคำพิพากษาดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า เมื่อมีการดำเนินคดีและศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ไม่สามารถที่จะฟ้องจำเลยในการกระทำกรรมเดียวในฐานความผิดที่สูงกว่าอีกได้ เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2492 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกาย ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว เมื่อผู้ถูกทำร้ายตาย โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายไม่ได้ ไม่ว่าจะได้ยื่นฟ้องในระหว่างคดีไม่ถึงที่สุดหรือคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น แดงปาระเบิดใส่ฝูงชน เป็นเหตุให้ดำถึงแก่ความตาย และเหลืองได้รับอันตรายแก่กาย หากแดงสมรู้กับเหลืองได้ โดยเหลืองยื่นฟ้องแดงเป็นจำเลย แดงรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษแดงฐานทำร้ายร่างกายเหลือง เช่นนี้ จะทำให้พนักงานอัยการหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนดำไม่สามารถดำเนินคดีแดงได้อีกต่อไป หากเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ น่าจะถือได้ว่า การที่เหลืองดำเนินคดีแดงนั้น ไม่ทำให้คดีที่มีโทษหนักกว่าคือข้อหาฆ่าดำถึงแก่ความระงับไป เพียงแต่โทษที่แดงได้รับในคดีที่เหลืองฟ้องแดงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโทษที่จะลงแก่แดงในกรณีที่กระทำความผิดต่อดำ ก็จะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
"ศิริชัย วัฒนโยธิน"
✩ กฎหมาย คำพิพากษาฎีกา การสอบสวนคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับศพ ✩ความถูกต้องเป็นไปตามวันที่เขียนบทความและอัพเดท✩
วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ป้องกันเกินกว่าเหตุและพยายามฆ่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2555
ป.อ. ฆ่าผู้อื่น พยายาม ป้องกันเกินกว่าเหตุ หลายกรรม (มาตรา 288, 80 , 69, 91)
ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันกับกลุ่มของจำเลย นาย ส.พวกของจำเลยเข้าห้าม ก็ถูกผู้เสียหายที่ ๑ ชกบริเวณใบหน้า จำเลยจึงเข้าไปในบ้านหยิบเอามีดปลายแหลมเข้าไปฟันผู้เสียหายที่ ๒ โดยทันที ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าช่วยเหลือก็ถูกจำเลยใช้มีดดังกล่าวฟันจนได้รับบาดแผลหลายแห่ง
การที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมกับพวกเข้าชกต่อยทำร้ายร่างกายจำเลยกับพวกต่อไป เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
อาวุธมีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมมีขนาดใหญ่ และจำเลยฟันโดยแรงให้ถูกบริเวณศีรษะ ลำคอและใบหน้าของผู้เสียหายและโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ซึ่งเมื่อเกิดบาดแผลผู้เสียหายและโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและโจทก์ร่วม เมื่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายสมเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
การที่จำเลยใช้มีดฟันโจทก์ร่วมแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปช่วยก็ถูกจำเลยฟัน ผู้เสียหายที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมก็ถูกจำเลยใช้มีดฟันอีก เช่นนี้ เป้าประสงค์ที่จำเลยใช้มีดฟันกระทำต่อบุคคลต่างกัน และกระทำต่างวาระกัน โดยประสงค์จะให้เกิดผลเป็นอันตรายแก่กายต่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเป็นรายบุคคลไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ป.อ. ฆ่าผู้อื่น พยายาม ป้องกันเกินกว่าเหตุ หลายกรรม (มาตรา 288, 80 , 69, 91)
ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันกับกลุ่มของจำเลย นาย ส.พวกของจำเลยเข้าห้าม ก็ถูกผู้เสียหายที่ ๑ ชกบริเวณใบหน้า จำเลยจึงเข้าไปในบ้านหยิบเอามีดปลายแหลมเข้าไปฟันผู้เสียหายที่ ๒ โดยทันที ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าช่วยเหลือก็ถูกจำเลยใช้มีดดังกล่าวฟันจนได้รับบาดแผลหลายแห่ง
การที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมกับพวกเข้าชกต่อยทำร้ายร่างกายจำเลยกับพวกต่อไป เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
อาวุธมีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ร่วมมีขนาดใหญ่ และจำเลยฟันโดยแรงให้ถูกบริเวณศีรษะ ลำคอและใบหน้าของผู้เสียหายและโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ซึ่งเมื่อเกิดบาดแผลผู้เสียหายและโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและโจทก์ร่วม เมื่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายสมเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
การที่จำเลยใช้มีดฟันโจทก์ร่วมแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปช่วยก็ถูกจำเลยฟัน ผู้เสียหายที่ ๓ ที่ ๔ จะเข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมก็ถูกจำเลยใช้มีดฟันอีก เช่นนี้ เป้าประสงค์ที่จำเลยใช้มีดฟันกระทำต่อบุคคลต่างกัน และกระทำต่างวาระกัน โดยประสงค์จะให้เกิดผลเป็นอันตรายแก่กายต่อผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเป็นรายบุคคลไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557
อายุความข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
"มาตรา ๕๒ ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าจะลดหนึ่งในสามให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
(๒) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี"
"มาตรา ๕๓ ในการลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี"
"มาตรา ๕๔ ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ถ้าส่วนของการเพิ่มเท่ากับหรือมากกว่าส่วนของการลด และศาลเห็นสมควรจะไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๒๑/๒๕๑๖
ป.อ. มาตรา ๒๘๙ , ๘๑ , ๕๒ (๒)
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๗/๒๕๑๖)
การจะคำนวณโทษกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิตนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ (๒) มาใช้เป็นหลักในการกำหนดโทษ โทษกึ่งหนึ่งที่จะลงแก่จำเลย ก็คือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๒ ปี ถึง ๒๐ ปี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลย ๑๐ ปี เป็นการลงโทษที่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ประกอบด้วยมาตรา ๘๑ มิใช่ว่าจะลงโทษจำคุกต่ำกว่า ๑๒ ปี ไม่ได้
"มาตรา ๒๘๘ ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี"
"มาตรา ๘๐ ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"
"มาตรา ๙๕ ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
(๑) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
(๒) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี
(๓) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี
(๔) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี
(๕) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ก็ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน"
(สรุป.- ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น (ม.๘๐, ๒๘๘) ระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ดังนั้น จึงลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี อายุความในหมายจับ คือ ยี่สิบปี
(๑) ถ้าจะลดหนึ่งในสามให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
(๒) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี"
"มาตรา ๕๓ ในการลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี"
"มาตรา ๕๔ ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ถ้าส่วนของการเพิ่มเท่ากับหรือมากกว่าส่วนของการลด และศาลเห็นสมควรจะไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๒๑/๒๕๑๖
ป.อ. มาตรา ๒๘๙ , ๘๑ , ๕๒ (๒)
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๗/๒๕๑๖)
การจะคำนวณโทษกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิตนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ (๒) มาใช้เป็นหลักในการกำหนดโทษ โทษกึ่งหนึ่งที่จะลงแก่จำเลย ก็คือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๒ ปี ถึง ๒๐ ปี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลย ๑๐ ปี เป็นการลงโทษที่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ประกอบด้วยมาตรา ๘๑ มิใช่ว่าจะลงโทษจำคุกต่ำกว่า ๑๒ ปี ไม่ได้
"มาตรา ๒๘๘ ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี"
"มาตรา ๘๐ ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"
"มาตรา ๙๕ ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
(๑) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
(๒) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี
(๓) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี
(๔) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี
(๕) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ก็ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน"
(สรุป.- ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น (ม.๘๐, ๒๘๘) ระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ดังนั้น จึงลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี อายุความในหมายจับ คือ ยี่สิบปี
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ทำร้ายจนภาวะหัวใจล้มเหลว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๖๙๘/๒๕๕๔
ป.อ. ผลโดยตรงจากการทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย (มาตรา ๒๙๐ , ๕๙)
แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายสันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือดกะทันหันซึ่งเกิดจากการตกใจหรือมีความเครียดอย่างรุนแรง แม้จะได้ความว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของผู้ตายเป็นภาวะที่เป็นมาก่อนแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญผู้ตายทำให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัว วิ่งหนีการทำร้าย และการที่จำเลยกลับมาด่าว่าข่มขู่และชกต่อยทำร้ายผู้ตายอีกย่อมเป็นการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถึงโรงพยาบาล ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นความผิดฐานไม่ได้เจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
ป.อ. ผลโดยตรงจากการทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย (มาตรา ๒๙๐ , ๕๙)
แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายสันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือดกะทันหันซึ่งเกิดจากการตกใจหรือมีความเครียดอย่างรุนแรง แม้จะได้ความว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของผู้ตายเป็นภาวะที่เป็นมาก่อนแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญผู้ตายทำให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัว วิ่งหนีการทำร้าย และการที่จำเลยกลับมาด่าว่าข่มขู่และชกต่อยทำร้ายผู้ตายอีกย่อมเป็นการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถึงโรงพยาบาล ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นความผิดฐานไม่ได้เจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ใช้อาวุธปืนยิง พยายามฆ่า โดยพลาด
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๖๕/๒๕๕๓
ป.อ. พยายามฆ่า กระทำโดยพลาด (มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐)
พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ พ.ศ.๒๔๙๐ (มาตรา ๗, ๗๒)
การที่จำเลยใช้อาวุธปืนพกที่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะยิงได้จ้องเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ แต่ถูกผู้เสียหายที่ ๒ ปัดอาวุธปืนจนเบนออกไป หลังจากนั้น กระสุนปืนลั่นขึ้นแต่ไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ฟังได้ว่า จำเลยจ้องอาวุธปืนพกไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ ด้วยเจตนาฆ่า เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ แต่พลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๒ ด้วยการกระทำโดยพลาด
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนพกไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนให้มีและใช้อาวุธปืน จึงรับฟังไม่ได้ว่า อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ แต่ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย
ป.อ. พยายามฆ่า กระทำโดยพลาด (มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐)
พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ พ.ศ.๒๔๙๐ (มาตรา ๗, ๗๒)
การที่จำเลยใช้อาวุธปืนพกที่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะยิงได้จ้องเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ แต่ถูกผู้เสียหายที่ ๒ ปัดอาวุธปืนจนเบนออกไป หลังจากนั้น กระสุนปืนลั่นขึ้นแต่ไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ฟังได้ว่า จำเลยจ้องอาวุธปืนพกไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ ด้วยเจตนาฆ่า เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ แต่พลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๒ ด้วยการกระทำโดยพลาด
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนพกไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนให้มีและใช้อาวุธปืน จึงรับฟังไม่ได้ว่า อาวุธปืนพกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ แต่ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)